لا اِلهَ اِِلاَّ اِللهُ اِلهاً واحِداً و نَحنُ لَهُ مُسلِمونَ لا اِلهَ اِلاَّ اللهُ و لا نَعبُدُ اِلاَّ ایّاهُ مُخلِصینَ لَهُ الدّینَ وَ لوکَرِهَ المُشرکونَ لا اِلهَ الاَّ اللهُ رَبُّنا و رَبُّ ابائِنَا الاَوَّلینَ لا اِلهَ الاَّ اللهُ وَحدَهُ وَحدَهُ وَحدَهُ اَنجَزَ وَعدَهُ و نَصَرَ عَبدَهُ وَ اَعَزَّ جُندَهُ وَهَزَمَ الاَحزابَ وَحدَهُ فَلَهُ اَلمُلکُ و لَهُ الحَمدُ یُحیی و یُمیتُ و یُمیتُ و یُحیی وَ هُوَ حَیٌّ لا یَموُتُ بِیَدِهِ الخَیرُ و هُوَ عَلی کُلِ شَیءٍ قَدیرٌ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ พระเจ้าเพียงองค์เดียว และพวกเราเป็นผู้ยอมจำนนต่อพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ เราไม่แสดงความเป็นบ่าวต่อผู้ใดยยกเว้นต่อพระองค์ เราบริสุทธิ์ใจต่อศาสนาของพระองค์ ถึงแม้บรรดาผู้ตั้งภาคีจะไม่พอใจก็ตาม ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเรา และพระผู้อภิบาลของบรรพชนรุ่นแรกๆของเรา ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ พระองค์องค์เดียว พระองค์องค์เดียว พระองค์องค์เดียว ทรงรักษาสัญญาของพระองค์ ทรงช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ ทรงมอบเกียรติและความเกรียงไกรแก่ทหารหาญของพระองค์ ทรงทำลายกองทัพ(ของผู้ปฏิเสธ)ให้อยู่อย่างเดียวดาย เพราะอำนาจเป็นของพระองค์ การสรรเสริญขอบคุณเป็นของพระองค์ ทรงให้ชีวิต และทรงทำให้ตาย ทรงทำให้ตายและทำให้ฟื้นคืนชีพ และพระองค์ทรงมีชีวิตที่ไม่ตาย ความดีงามอยู่ในมือ(อำนาจ)ของพระองค์ และพระองค์ทรงอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง

ยาซีน-คำอ่าน-คำแปล

  • PDF

ซูเราะฮ์ ยาซีน

คำอ่านและความหมาย

โดย เชคซัยนุ้ลอาบิดีน ฟินดี้

อิมามมัสญิดนูรุ้ลนะซีฮะฮ์ สีลม ๑๓


 

n

บิซมิ้ลลาฮิ้รเราะฮ์มานิ้รเราะฮีม

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตายิ่ง ผู้ทรงกรุณาเสมอ

يس ﴿1

“ยาซีน”

(1) ยาซีน

وَالْقُرْآنِ الْحَكِيْمِ ﴿2

“วั้ลกุรอานิ้ลฮะกีม”

(2) ขอสาบานด้วยกับอัลกุรอานอันทรงวิทยปัญญา

إِنَّكَ لَمِنَ الْمُرْسَلِيْنَ ﴿٣

“อินนะกะละมินั้ลมุ้รซะลีน”

(3) (ว่า) แท้จริง เจ้า (มุฮัมมัด) นั้นเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้สื่อสาส์น

عَلَى صِرَاطٍ مُسْتَقِيْمٍ ﴿4

“อะลาศิรอฏิมมุซตะกีม”

(4) อยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรง

تَنْزِيْلَ الْعَزِيْزِ الرَّحِيْمِ ﴿5

“ตันซีลั้ลอะซีซิ้ลเราะฮีม”

(5) (อันกุรอานนี้) ถูกประทานลงมาจาก (พระเจ้า) ผู้ทรงอำนาจเด็ดขาด ผู้ทรงกรุณาเสมอ

لِتُنْذِرَ قَوْمًا مَّا أُنْذِرَ آبَاؤُهُمْ فَهُمْ غَافِلُوْنَ ﴿6

“ลิตุนซิร่อเกามัม มาอุนซิเราะ อาบาอุฮุม ฟะฮุมฆอฟิลูน”

(6) เพื่อที่เจ้าจะได้ตักเตือนกลุ่มชนผู้ซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขายังไม่ได้รับการตักเตือน พวกเขาจึงเป็นผู้เพิกเฉย

لَقَدْ حَقَّ الْقَوْلُ عَلَى أَكْثَرِهِمْ فَهُمْ لاَ يُؤْمِنُوْنَ ﴿7

“ละก็อด ฮักก็อลเกาลุ อะลาอักษะริฮิม ฟะฮุมลายุอ์มินูน”

(7) ขอสาบาน แน่นอนยิ่ง ประกาศิต (เรื่องการลงทัณฑ์) ที่มีต่อพวกเขาส่วนใหญ่นั้นเป็นจริงแท้ แล้วพวกเขาก็ไม่มีศรัทธา

إِنَّا جَعَلْنَا فِي أَعْنَاقِهِمْ أَغْلاَلاً فَهِيَ إِلَى الأَذْقَانِ فَهُمْ مُقْمَحُوْنَ ﴿8

“อินนาญะอั้ลนา ฟีอะอ์นากิฮิม อัฆลาลัน ฟะฮิยะอิลั้ลอัซกอนิ ฟะฮุมมุกมะฮูน”

(8) แท้จริง เราได้ดลบันดาลให้มีบ่วง (คล้อง) อยู่บนคอของพวกเขาถึงคาง แล้วพวกเขาก็ถูกดึงรั้งให้เงยศีรษะขึ้น (สายตาเหม่อลอยไปเบื้องบนอย่างคนไร้ทางรอด)

وَجَعَلْنَا مِنْ بَيْنِ أَيْدِيْهِمْ سَدًّا وَمِنْ خَلْفِهِمْ سَدًّا فَأَغْشَيْنَاهُمْ فَهُمْ لاَ يُبْصِرُوْنَ ﴿9

“วะญะอั้ลนามินบัยนิอัยดีฮิมซัดเดา วะมินค็อลฟิฮิมซัดดัม ฟะอัฆชัยนาฮุมฟะฮุมลายุบศิรูน”

(9) และเราได้ดลบันดาลให้มีสิ่งกีดขวางอยู่เบื้องหน้าพวกเขา และเบื้องหลังของพวกเขา   ก็มีสิ่งกีดขวาง และเราก็ได้คลุมพวกเขาไว้ ดังนั้น พวกเขาจึงมองไม่เห็น

وَسَوَاءٌ عَلَيْهِمْ أَأَنْذَرْتَهُمْ أَمْ لَمْ تُنْذِرْهُمْ لاَ يُؤْمِنُوْنَ ﴿10

“วะซะวาอุนอะลัยฮิม อะอันซั้ลตะฮุม อัมลัมตุนซิ้รฮุม ลายุอ์มินูน”

(10) มีค่าเท่ากันสำหรับพวกเขา ไม่ว่าเจ้าได้ตักเตือนพวกเขาแล้ว หรือยังไม่ได้ตักเตือนพวกเขาก็ตาม พวกเขาก็ไม่มีศรัทธา

إِنَّمَا تُنْذِرُ مَنِ اتَّبَعَ الذِّكْرَ وَخَشِيَ الْرَّحْمنَ بِالْغَيْبِ فَبَشِّرْهُ بِمَغْفِرَةٍ وَأَجْرٍ كَرِيْمٍ ﴿11

“อินนะมาตุนซิลุมะนิตตะบะอัซ ซิกเราะ วะเคาะชิยั้ลเราะฮ์มานะบิ้ลฆ็อยบิ ฟะบั้ชชิ้รฮุ บิมัฆฟิเราะติว วะอัจญ์รินกะรีม”

(11) อันที่จริง เจ้า (สามารถ) ตักเตือน (ให้เป็นผลได้เฉพาะ) บุคคลที่ปฏิบัติตามอัลกุรอาน และเกรงกลัว (พระองค์) ผู้ทรงเมตตาในสิ่งอันพ้นญาณวิสัย (ก่อนที่สัจธรรมเช่นความตายจะถูกเปิดเผยออกมา) ดังนั้น จงแจ้งเรื่องการได้รับอภัยโทษและรางวัลอันทรงเกียรติแก่เขา

إِنَّا نَحْنُ نُحْيِي الْمَوْتَى وَنَكْتُبُ مَا قَدَّمُوا وَآثَارَهُمْ ج وَكُلَّ شَيْءٍ أَحْصَيْنَاهُ فِي إِمَامٍ مُّبِيْنٍ ﴿12

“อินนานะฮ์นุนุฮ์ยิ้ลเมาตา วะนักตุบุ มาก็อดดะมูวะอาษาร่อฮุม วะกุ้ลละชัยอินอะฮ์ศ็อยนาฮุ         ฟีอิมามิมมุบีน”

(12) แท้จริงเราได้ให้สิ่งที่ตายไปแล้วกลับมามีชีวิต (เพื่อรับการตอบแทน) และเราได้บันทึกสิ่งที่พวกเขาได้นำเสนอ (การงาน) ไว้ (ก่อนเสียชีวิต) และผลงานของพวกเขา และ (สำหรับ) ทุกสรรพสิ่งนั้น เราได้คำนวณนับมันไว้แล้วในแผ่นบันทึก (ที่ถูกพิทักษ์ไว้อย่างดี) อันชัดแจ้ง

وَاضْرِبْ لَهُم مَّثَلاً أَصْحَابَ الْقَرْيَةِ إِذْ جَاءَهَا الْمُرْسَلُونَ ﴿١٣

“วัฎริบละฮุมมะษะลัน อัศฮาบั้ลก็อรยะติ อิซญาอะฮั้ลมุรซะลูน”

(13) เจ้าจงเล่าเรื่องราวชาวเมือง (อินเฏาะกียะฮ์) นั้นให้เป็นอุทาหรณ์แก่พวกเขา เมื่อบรรดาผู้สื่อสาส์นได้มายังเมืองนั้น

إِذْ أَرْسَلْنَا إِلَيْهِمُ اثْنَيْنِ فَكَذَّبُوهُمَا فَعَزَّزْنَا بِثَالِثٍ فَقَالُوا إِنَّا إِلَيْكُم مُّرْسَلُونَ ﴿١٤

“อิซอั้รซั้ลนาอิลัยฮิมุษนัยนิ ฟะกัซซะบูฮุมา ฟะอัซซัซนาบิษาลิษิน ฟะกอลูอินนา อิลัยกุม มุ้รซะลูน”

(14) (กล่าวคือ) เมื่อเราได้ส่ง (ทูต) สองคนไปยังพวกเขา แล้วพวกเขาก็ได้กล่าวหาเขาทั้งสอง เราจึงได้เสริมอำนาจ (เขาทั้งสอง) ด้วยบุคคลที่สาม พวกเขา (ทั้งสามคน) กล่าวว่า “พวกเราเป็นผู้สื่อสาส์น (ที่ได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮ์) มายังพวกท่าน”

 قَالُوا مَا أَنتُمْ إِلاَّ بَشَرٌ مِّثْلُنَا وَمَا أَنزَلَ الرَّحْمَـٰنُ مِن شَيْءٍ إِنْ أَنتُمْ إِلاَّ تَكْذِبُونَ ﴿١٥

“กอลูมาอันตุมอิ้ลลาบะชะรุมมิษลุนา วะมาอันซะลั้ลเราะฮ์มานุมินชัยอิน อินอันตุม อิ้ลลาตักซิบูน”

(15) พวกเขา-ชาวเมือง-กล่าวว่า “พวกท่านมิใช่ใครอื่น นอกจากเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับพวกเราเท่านั้น ผู้ทรงเมตตายิ่งมิได้ทรงประทานสิ่งใดลงมาเลย พวกท่านมิได้กระทำอันใด นอกจาก (การที่) พวกท่านพูดเท็จ”

 قَالُوا رَبُّنَا يَعْلَمُ إِنَّا إِلَيْكُمْ لَمُرْسَلُونَ ﴿١٦

“กอลู ร็อบบุนายะอ์ละมุ อินนาอิลัยกุมละมุ้รซะลูน”

(16) พวกเขา-ทูต-กล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของพวกเราทรงรู้ว่า พวกเรานั้นเป็นผู้สื่อสาส์นมายังพวกท่านโดยแท้”

 وَمَا عَلَيْنَا إِلاَّ الْبَلاَغُ الْمُبِينُ ﴿١٧

“วะมาอะลัยนาอิ้ลลั้ลบะลาฆุ้ลมุบีน”

(17) “พวกเรามิได้มีหน้าที่อื่นใด นอกจากการเผยแพร่ (สาส์น) อันชัดแจ้ง”

قَالُوا إِنَّا تَطَيَّرْنَا بِكُمْ ۖ لَئِن لَّمْ تَنتَهُوا لَنَرْجُمَنَّكُمْ وَلَيَمَسَّنَّكُم مِنَّا عَذَابٌ أَلِيمٌ ﴿١٨

“กอลู อินนาตะฏ็อยยั้รนาบิกุม ละอินลั้มตันตะฮู ละนั้รญุมันนะกุม วะละยะมัซซันนะกุมมินนา       อะซาบุนอะลีม”

(18) พวกเขา-ชาวเมือง-กล่าวว่า “พวกเราขอทำนายพวกท่านไว้เลย (ว่าต้องประสบความหายนะ) ขอสาบาน หากพวกท่านไม่หยุดยั้ง (การเผยแพร่ศาสนา) พวกเราก็จะขว้างหินใส่พวกท่าน และการลงโทษอันเจ็บปวดยิ่งจาก (น้ำมือของ) พวกเราก็จะได้สัมผัสกับพวกท่านอย่างแน่นอน”

 قَالُوا طَائِرُكُم مَّعَكُمْ ۚ أَئِن ذُكِّرْتُم ۚ بَلْ أَنتُمْ قَوْمٌ مُّسْرِفُونَ ﴿١٩    

กอลู ฏออิรุมกุมมะอะกุม อะอินซุกกิ้รตุม บั้ลอันตุมเกามุมมุซริฟูน”

(19) พวกเขา-ทูต-กล่าวว่า “การทำนาย (ว่าต้องประสบกับความหายนะ) ของพวกท่าน (อันเป็นการปฏิเสธสัจธรรมและยอมรับการตั้งภาคี) นั้น ก็ (สมควร) อยู่กับพวกท่านนั่นแหละ หากพวกท่านได้รับคำเตือน (แล้วพวกท่านตอบรับคำเตือนนี้ด้วยการขู่เข็ญพวกเรา) อย่างนั้นหรือ ? แต่ (ความเป็นจริงก็คือ) พวกท่านเป็นกลุ่มชนผู้ทำเกินเลย(ก้าวล่วงไปสู่การทำบาป)”

وَجَاءَ مِنْ أَقْصَى الْمَدِينَةِ رَجُلٌ يَسْعَىٰ قَالَ يَا قَوْمِ اتَّبِعُوا الْمُرْسَلِينَ ﴿٢٠

“วะญาอะมินอักศ็อลมะดีนะติร่อญุลุนยัซอา กอละยาเกามิตตะบิอุ้ลมุ้รซะลีน”

(20) มีชายคนหนึ่ง (เดินทาง) มาจากนอกเมืองอันไกลโพ้นอย่างรีบเร่ง เขากล่าวขึ้นว่า “โอ้กลุ่มชนของฉัน พวกท่านจงปฏิบัติตามบรรดาผู้สื่อสาส์นเถิด”

اتَّبِعُوا مَن لاَ يَسْأَلُكُمْ أَجْرًا وَهُم مُّهْتَدُونَ ﴿٢١

“อิตตะบิอูมันลายัซอะลุกุมอัจญ์เรา วะฮุมมุฮ์ตะดูน”

(21) “พวกท่านจงปฏิบัติตามบุคคลผู้ซึ่งมิได้ขอรางวัลตอบแทนใดจากพวกท่านและพวกเขาก็เป็นผู้ได้รับทางนำแล้ว”

وَمَا لِيَ لاَ أَعْبُدُ الَّذِي فَطَرَنِي وَإِلَيْهِ تُرْجَعُونَ ﴿٢٢

“วะมาลิยะลาอะอ์บุดุ้ลละซี ฟะฏ่อร่อนี วะอิลัยฮิตุ้รญะอูน”

(22) “ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่เคารพภักดีพระองค์ ผู้ซึ่งสรรค์สร้างฉันมาและพวกท่านก็ต้องย้อนกลับคืนไปยังพระองค์”

أَأَتَّخِذُ مِن دُونِهِ آلِهَةً إِن يُرِدْنِ الرَّحْمَـٰنُ بِضُرٍّ لا تُغْنِ عَنِّي شَفَاعَتُهُمْ شَيْئًا وَلَا يُنقِذُونِ ﴿٢٣

“อะอัตตะคิซุมินดูนิฮีอาลิฮะตัน อียุริดนิ้ลเราะฮ์มานุบิฎุ้รริน ลาตุฆนิอันนีชะฟาอะตุฮุมชัยเอา        วะลายุนกิซูน”

(23) “ฉันจะยึดถือเอาพระเจ้าอื่นนอกจากพระองค์ได้กระนั้นหรือ ? (เพราะ) หาก(พระองค์) ผู้ทรงเมตตาทรงปรารถนาให้เกิดความเลวร้ายแก่ฉันละก็ การอนุเคราะห์ของพวกเขาก็ไม่เพียงพอ (ที่จะปกป้อง) แก่ฉันได้ และพวกเขาก็มิอาจทำให้ฉันปลอดภัยได้”

 إِنِّي إِذًا لَّفِي ضَلَالٍ مُّبِينٍ ﴿٢٤

“อินนีอิซั้ลละฟีเฎาะลาลิมมุบีน”

(24) “เมื่อนั้นฉันก็ต้องตกอยู่ในสภาพหลงผิดอันชัดแจ้งอย่างแน่นอน”

إِنِّي آمَنتُ بِرَبِّكُمْ فَاسْمَعُونِ ﴿٢٥

“อินนีอามันตุบิร็อบบิกุมฟัซมะอูน”

(25) “แท้จริงฉันมีศรัทธาต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่าน-ผู้สื่อสาส์น- ดังนั้น โปรดฟังฉัน (และเป็นพยานยืนยันด้วย)”

قِيلَ ادْخُلِ الْجَنَّةَ ۖ قَالَ يَا لَيْتَ قَوْمِي يَعْلَمُونَ ﴿٢٦

“กีลัดคุลิ้ลญันนะตะ กอละยาลัยตะเกามียะอ์ละมูน”

(26) (หลังจากที่ชายคนนี้ถูกสังหารแล้ว) มีคำกล่าว (เชิญชวน) ว่า “จงเข้าสู่สวรรค์” (ในโลกหลังความตาย) เขากล่าวว่า “หวังว่าถ้ากลุ่มชนของฉันรู้ (ก็จะเป็นการดี)”

بِمَا غَفَرَ لِي رَبِّي وَجَعَلَنِي مِنَ الْمُكْرَمِينَ ﴿٢٧

“บิมาฆ่อฟะเราะลี ร็อบบี วะญะอะละนีมินั้ลมุกเราะมีน”

(27) “ถึงการที่พระผู้อภิบาลของฉันได้ทรงอภัยโทษแก่ฉันและทรงดลบันดาลให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้ได้รับเกียรติ”

۞ وَمَا أَنزَلْنَا عَلَىٰ قَوْمِهِ مِن بَعْدِهِ مِن جُندٍ مِّنَ السَّمَاءِ وَمَا كُنَّا مُنْزِلِينَ ﴿٢٨

“วะมาอั้นซั้ลนาอะลาเกามิฮีมินบะอ์ดิฮีมินญุนดิมมินัซซะมาอิ วะมากุนนามุนซิลีน”

(28) เรามิได้ประทานกองทหารมะลาอิกะฮ์- จากฟากฟ้าลงมายังกลุ่มชนของเขา (เพื่อทำลายล้างพวกเขา) ภายหลังจากเขา (ถูกสังหาร) และเราก็มิใช่ผู้ประทาน (การลงทัณฑ์) ลงมา (ยังพวกเขาเหมือนประชาชาติอื่น)

إِن كَانَتْ إِلاَّ صَيْحَةً وَاحِدَةً فَإِذَا هُمْ خَامِدُونَ ﴿٢٩

“อินกานัตอิ้ลลาศ็อยฮะเตาวาฮิดะตัน ฟะอิซาฮุมคอมิดูน”

(29) มันมิใช่อื่นใด-ไม่จำเป็นที่จะต้องลงโทษเช่นนั้น- นอกจาก (เป็นเพียง) เสียงฟ้าผ่าเพียงครั้งเดียว (ซึ่งง่ายยิ่งกว่าการลงทัณฑ์อื่น) เมื่อนั้นพวกเขาก็เป็นคนสิ้นสติ

يَا حَسْرَةً عَلَى الْعِبَادِ ۚ مَا يَأْتِيهِم مِّن رَّسُولٍ إِلَّا كَانُوا بِهِ يَسْتَهْزِئُونَ ﴿٣٠

“ยาฮัซเราะตันอะลั้ลอิบาดิ มายะอ์ตีฮิมมินเราะซูลิน อิ้ลลากานูบิฮียัซตะฮ์ซิอุน”

(30) โอ้ช่างน่าเศร้าตรมอะไรเช่นนี้ที่บังเกิดต่อปวงบ่าว (ซึ่ง) พวกเขาจะเย้ยหยันศาสนทูตที่มายังพวกเขา

أَلَمْ يَرَوْا كَمْ أَهْلَكْنَا قَبْلَهُم مِّنَ الْقُرُونِ أَنَّهُمْ إِلَيْهِمْ لاَ يَرْجِعُونَ ﴿٣١

“อะลัมยะเรากัมอะฮ์ลักนา ก็อบละฮุมนินั้ลกุรูนิ อันนะฮุมอิลัยฮิมลายั้รญิอูน”

(31) พวกเขาไม่รู้หรอกหรือว่า กี่มากน้อยแล้วที่เราได้ทำลายล้างกลุ่มชนรุ่นก่อนพวกเขา ที่ว่าคนพวกนั้น-ชนรุ่นก่อน-ไม่อาจย้อนกลับคืนมายังพวกเขา-ปวงบ่าว-ได้

وَإِن كُلٌّ لَّمَّا جَمِيعٌ لَّدَيْنَا مُحْضَرُونَ ﴿٣٢

“วะอินกุ้ลลุ้ลลัมมาญะมีอุ้ลละดัยนามุฮ์เฎาะรูน”

(32) ทุกสรรพสิ่งจะถูกจัดรวมเป็นกลุ่มปรากฏตัวอยู่ ณ เบื้องหน้าเรา (เพื่อรับการพิพากษา)

وَآيَةٌ لَّهُمُ الأَرْضُ الْمَيْتَةُ أَحْيَيْنَاهَا وَأَخْرَجْنَا مِنْهَا حَبًّا فَمِنْهُ يَأْكُلُونَ ﴿٣٣

“วะอายะตุ้ลละฮุมุ้ลอั้รฎุ้ลมัยตะตุอะฮ์ยัยนาฮา วะอัคร็อจญ์นามินฮาฮับบัน ฟะมินฮุยะอ์กุลูน”

(33) (การที่) ผืนแผ่นดินอันแห้งผาก (ซึ่ง) เราได้ทำให้มันมีชีวิต-ชุ่มชื้น-ขึ้นมา และเราได้นำเมล็ดพันธุ์ (พืชและผลไม้) ออกมาจากผืนดินนั้น แล้วพวกเขาก็ได้รับประทาน (พืชผลต่างๆอันมา) จากมัน-เมล็ดพันธุ์-นั้น เป็นสัญญาณสำหรับพวกเขา

وَجَعَلْنَا فِيهَا جَنَّاتٍ مِّن نَّخِيلٍ وَأَعْنَابٍ وَفَجَّرْنَا فِيهَا مِنَ الْعُيُونِ ﴿٣٤

“วะญะอั้ลนาฟีฮาญันนาติมมินนะคีลิววะอะอ์นาบิว วะฟัจญั้รนาฟีฮามินั้ลอุยูน”

(34) และในผืนแผ่นดินนั้น เราได้ดลบันดาลให้เกิดเป็นสวนต่าง ๆ อันได้แก่                  (สวน) อินทผาลัม และ (สวน) องุ่น อีกทั้งในผืนแผ่นดินนั้น เรายังได้แยกตาน้ำออกมา-แยกแผ่นดินเพื่อให้ตาน้ำผุดขึ้นมา-

 لِيَأْكُلُوا مِن ثَمَرِهِ وَمَا عَمِلَتْهُ أَيْدِيهِمْ ۖ أَفَلَا يَشْكُرُونَ ﴿٣٥

“ลิยะอ์กุลูมินษะมะริฮี วะมาอะมิลัตฮุอัยดีฮิม อะฟะลายัชกุรูน”

(35) เพื่อพวกเขาจะได้บริโภคพืชผลของมัน-สวนผลไม้- (ซึ่ง) มือของพวกเขามิได้ทำไว้          -ทั้งหมดเกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า- แล้วพวกเขาไม่รู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หรอกหรือ ?

 سُبْحَانَ الَّذِي خَلَقَ الأَزْوَاجَ كُلَّهَا مِمَّا تُنبِتُ الْأَرْضُ وَمِنْ أَنفُسِهِمْ وَمِمَّا لَا يَعْلَمُونَ ﴿٣٦

“ซุบฮานั้ลละซีเคาะละก็อลอัซวาญะกุ้ลละฮา มิมมาตุนบิตุ้ลอั้รฎุ วะมินอันฟุซิฮิม วะมิมมาลายะอ์ละมูน”

(36) มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของพระองค์ผู้ซึ่งทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเป็นคู่ (อันมา) จากสิ่งที่แผ่นดินได้ทำให้มันเจริญงอกงามขึ้นมา และจากตัวตนของพวกเขา (ได้ให้กำเนิดและเจริญเติบโตขึ้นมา) และจากสิ่งอื่นที่พวกเขายังไม่รู้ (ว่ามันมาจากไหนและเจริญเติบโตได้อย่างไร)

وَآيَةٌ لَّهُمُ اللَّيْلُ نَسْلَخُ مِنْهُ النَّهَارَ فَإِذَا هُم مُّظْلِمُونَ ﴿٣٧

“วะอายะตุ้ลละฮุมุ้ลลัยลุ นัซละคุมินฮุนนะฮาเราะ ฟาอิซาฮุมมุซลิมูน”

(37) (การที่) เราได้ถ่ายถอนกลางวันออกมาจากกลางคืน-ตามติดกันมา-เมื่อนั้นพวกเขาก็ได้ตกอยู่ในความมืดนั้น เป็นสัญญาณสำหรับพวกเขา

وَالشَّمْسُ تَجْرِي لِمُسْتَقَرٍّ لَّهَا ۚ ذَٰلِكَ تَقْدِيرُ الْعَزِيزِ الْعَلِيمِ ﴿٣٨

“วัชชัมซุตัจญ์รี ลิมุซตะก็อรริ้ลละฮา ซาลิกะตักดีรุ้ลอะซีซิ้ลอะลีม”

(38) ดวงอาทิตย์ได้โคจรไปตามวิถีการโคจรของมัน นั่นเป็นการกำหนดสภาวะของผู้ทรงอำนาจเด็ดขาด ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง

وَالْقَمَرَ قَدَّرْنَاهُ مَنَازِلَ حَتَّىٰ عَادَ كَالْعُرْجُونِ الْقَدِيمِ ﴿٣٩

“วั้ลเกาะมะเราะก็อดดั้รนาฮุ มะนาซิละ ฮัตตาอาดะกั้รอุ้รญูนิ้ลเกาะดีม”

(39) และดวงจันทร์นั้น เราได้กำหนดให้มันมีตำแหน่ง (การโคจร) ไปจนกระทั่งมันได้กลับกลายไปเหมือนก้านอินทผาลัมแก่-มีสีเหลือง-

لاَ الشَّمْسُ يَنبَغِي لَهَا أَن تُدْرِكَ الْقَمَرَ وَلاَ اللَّيْلُ سَابِقُ النَّهَارِ ۚ وَكُلٌّ فِي فَلَكٍ يَسْبَحُونَ ﴿٤٠

“ลัชชัมซุยันบะฆีละฮาอันตุดริกั้ลเกาะมะเราะ วะลั้ลลัยลุซาบิกุนนะฮาริ วะกุ้ลลุนฟีฟะละกียัซบะฮูน”

(40) ไม่เป็นการสมควร-เป็นไปไม่ได้-สำหรับดวงอาทิตย์ที่จะตามติดดวงจันทร์-ทับวิถีโคจรเดียวกัน- และไม่เป็นการสมควรที่กลางคืนจะล้ำหน้ากลางวัน และทั้งหมด-ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวอื่น-นั้นต่างโคจรไปในวิถีวงโคจร

وَآيَةٌ لَّهُمْ أَنَّا حَمَلْنَا ذُرِّيَّتَهُمْ فِي الْفُلْكِ الْمَشْحُونِ ﴿٤١

“วะอายะตุ้ลละฮุม อันนาฮะมั้ลนาซุ้รรียะตะฮุมฟิ้ลฟุ้ลกิ้ลมัชฮูน”

(41) และการที่เรานำพาเชื้อสายของพวกเขาไว้ในเรือที่บรรทุกหนัก (ที่อาจจะล่มเมื่อใดก็ได้) เป็นสัญญาณสำหรับพวกเขา

وَخَلَقْنَا لَهُم مِّن مِّثْلِهِ مَا يَرْكَبُونَ ﴿٤٢

“วะเคาะลักนาละฮุมมิมมิษลิฮี มายั้รกะบูน”

(42) และเราได้สร้างสิ่งที่เหมือนกับเขา-หมายถึง สรรพสัตว์-สำหรับพวกเขา ซึ่งพวกเขาใช้เป็นพาหนะ

وَإِن نَّشَأْ نُغْرِقْهُمْ فَلاَ صَرِيخَ لَهُمْ وَلَا هُمْ يُنقَذُونَ ﴿٤٣

“วะอินนะชะอ์นุฆริกฮุม ฟะลาเศาะรีเคาะละฮุม วะลาฮุมยุนก่อซูน”

(43) หากเราประสงค์ เราก็อาจทำให้พวกเขาจมน้ำตายได้ แล้วก็จะไม่มีใครตอบรับความช่วยเหลือสำหรับพวกเขา และพวกเขาก็ไม่อาจได้รับความปลอดภัย (จากการจมน้ำได้)

إِلاَّ رَحْمَةً مِنَّا وَمَتَاعًا إِلَىٰ حِينٍ ﴿٤٤

“อิ้ลลาเราะฮ์มะตัมมินนา วะมะตาอัน อิลาฮีน”

(44) นอกจาก (จะได้รับ) ความการุณย์จากเราและการเสพย์สุขไปจนถึงวาระหนึ่ง

وَإِذَا قِيلَ لَهُمُ اتَّقُوا مَا بَيْنَ أَيْدِيكُمْ وَمَا خَلْفَكُمْ لَعَلَّكُمْ تُرْحَمُونَ ﴿٤٥

“วะอิซากีละ ละฮุมุตตะกูมาบัยนะอัยดีกุม วะมาค็อลฟะกุม ละอั้ลละกุมตุ้รฮะมูน”

(45) เมื่อมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า “จงยำเกรง (ต่ออัลลอฮ์) ในสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังพวกท่าน (อันได้แก่ การทำบาปในโลกนี้และการได้รับการลงทัณฑ์ในโลกหน้า) หวังว่าพวกท่านจะได้รับความเมตตา”

 وَمَا تَأْتِيهِم مِّنْ آيَةٍ مِّنْ آيَاتِ رَبِّهِمْ إِلاَّ كَانُوا عَنْهَا مُعْرِضِينَ ﴿٤٦

“วะมาตะอ์ตีฮิมมินอายะติม มินอายาติร็อบบิฮิม อิ้ลลากานูอันฮามุอ์ริฎีน”

(46) (แต่ปรากฏว่า) ไม่มีสัญญาณหนึ่งสัญญาณใดที่มาจากองค์พระผู้อภิบาลของพวกเขา นอกจากพวกเขาจะเป็นผู้ที่เมินเฉยจากสิ่งนั้น

وَإِذَا قِيلَ لَهُمْ أَنفِقُوا مِمَّا رَزَقَكُمُ اللَّـهُ قَالَ الَّذِينَ كَفَرُوا لِلَّذِينَ آمَنُوا أَنُطْعِمُ مَن لَّوْ يَشَاءُ اللَّـهُ أَطْعَمَهُ إِنْ أَنتُمْ إِلاَّ فِي ضَلَالٍ مُّبِينٍ ﴿٤٧

“วะอิซากีละละฮุม อันฟิกูมิมมาร่อซะก่อกุมุ้ลลอฮุ กอลั้ลละซีนะกะฟะรูลิ้ลละซีนะอามะนู อะนุฏอิมุ มันเลายะชาอั้ลลอฮุอัฏอะมะฮ์ อินอันตุมอิ้ลลาฟีเฎาะลาลิมมุบีน”

(47) และเมื่อมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกท่านจงบริจาคทาน (แก่คนยากจนขัดสน) จากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานปัจจัยแก่พวกท่าน” บรรดาผู้ซึ่งปฏิเสธกล่าวต่อบรรดาผู้มีศรัทธาว่า “จะให้เราให้อาหารแก่บุคคลที่หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ พระองค์ก็คงจะให้อาหารแก่เขาเอง อย่างนั้นหรือ ? พวกท่านมิใช่ใครอื่น นอกจาก (เป็นผู้ที่) อยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง”

وَيَقُولُونَ مَتَىٰ هَـٰذَا الْوَعْدُ إِن كُنتُمْ صَادِقِينَ ﴿٤٨

“วะยะกูลูนะ มะตาฮาซั้ลวะอ์ดุอินกุนตุมศอดิกีน”

(48) พวกเขา-ผู้ปฏิเสธ-กล่าวว่า “สัญญาที่ว่านี้จะปรากฏเมื่อใดเล่า ? หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง”

مَا يَنظُرُونَ إِلاَّ صَيْحَةً وَاحِدَةً تَأْخُذُهُمْ وَهُمْ يَخِصِّمُونَ ﴿٤٩

“มายันซุรูนะอิ้ลลาศ็อยฮะเตาวาฮิดะตัน ตะอ์คุซุฮุม วะฮุมยะคิศศิมูน”

(49) พวกเขาไม่ได้รอคอยสิ่งใด นอกจากสุรเสียงเพียงครั้งเดียวที่ได้ล้อมกรอบพวกเขาไว้ ขณะที่พวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่

فَلاَ يَسْتَطِيعُونَ تَوْصِيَةً وَلاَ إِلَىٰ أَهْلِهِمْ يَرْجِعُونَ ﴿٥٠

“ฟะลายัซตะฏีอูนะเตาศิยะเตา วะลาอิลาอะฮ์ลิฮิมยั้รญิอูน”

(50) (มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่) พวกเขาไม่อาจที่จะสั่งเสีย (ถึงใคร) ได้ อีกทั้งพวกเขายังไม่ได้กลับมายังครอบครัวของพวกเขา (เมื่อพวกเขาอยู่นอกบ้าน)

وَنُفِخَ فِي الصُّورِ فَإِذَا هُم مِّنَ الْأَجْدَاثِ إِلَىٰ رَبِّهِمْ يَنسِلُونَ ﴿٥١

“วะนุฟิเคาะฟิศศูริ ฟะอิซาฮุมมินั้ลอัจญ์ดาษิอิลาร็อบบิฮิมยันซิลูน”

(51) และเมื่อ (ดวงวิญญาณ) ถูกเป่าเข้าไปในรูปร่าง-เป่าครั้งที่สองเพื่อการฟื้นคืนชีพ-เมื่อนั้นพวกเขาต่างก็รีบเร่งออกมาจากหลุมฝังศพ (มุ่งหน้า) ไปยังพระผู้อภิบาลของพวกเขา

قَالُوا يَا وَيْلَنَا مَن بَعَثَنَا مِن مَّرْقَدِنَا ۜ ۗ هَـٰذَا مَا وَعَدَ الرَّحْمَـٰنُ وَصَدَقَ الْمُرْسَلُونَ ﴿٥٢

“กอลูยาวัยละนา มันบะอะษะนามิมมั้รเกาะดินา ฮาซามาวะอะดั้รเราะฮ์มานุ วะเศาะดะก็อล         มุ้รซะลูน”

(52) พวกเขากล่าว่า “วิบัติแน่พวกเรา ใครกันที่ปลุกพวกเราให้ฟื้นจากหลุมฝังศพของพวกเรา นี่คือสิ่งที่พระผู้ทรงเมตตายิ่งได้ให้สัญญาไว้ และบรรดาผู้สื่อสาส์นก็พูดสัตย์จริง”

إِن كَانَتْ إِلاَّ صَيْحَةً وَاحِدَةً فَإِذَا هُمْ جَمِيعٌ لَّدَيْنَا مُحْضَرُونَ ﴿٥٣

“อินกานัตอิ้ลลาศ็อยฮะเตาวาฮิดะตัน ฟะอิซาฮุมญะมีอุ้ลละดัยนามุฮ์เฎาะรูน

(53) (ปรากฏการณ์นี้) มิใช่อะไรอื่น นอกจากสุรเสียงเพียงครั้งเดียว เมื่อนั้นพวกเขาก็ถูกจัดรวมเป็นกลุ่มปรากฏตัวอยู่ ณ เบื้องหน้าเรา

فَالْيَوْمَ لاَ تُظْلَمُ نَفْسٌ شَيْئًا وَلاَ تُجْزَوْنَ إِلاَّ مَا كُنتُمْ تَعْمَلُونَ ﴿٥٤

“ฟั้ลเยามะลาตุซละมุนัฟซุนชัยเอา วะลาตุจญ์เซานะ อิ้ลลามากุนตุมตะอ์มะลูน”

(54) (และแล้ว) ในวันนั้นชีวิตหนึ่งจะไม่ถูกอธรรมอันใดเลยและพวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทน นอกจากเพียงสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ (เท่านั้น)

إِنَّ أَصْحَابَ الْجَنَّةِ الْيَوْمَ فِي شُغُلٍ فَاكِهُونَ ﴿٥٥

“อินนะอัศฮาบั้ลญันนะติ้ลเยามะ ฟีชุฆุลินฟากิฮูน”

(55) แท้จริง ชาวสวรรค์ในวันนั้นร่าเริงอยู่กับกิจธุระ (ส่วนตัว)

هُمْ وَأَزْوَاجُهُمْ فِي ظِلاَلٍ عَلَى الأَرَائِكِ مُتَّكِئُونَ ﴿٥٦

“ฮุมวะอัซวาญุฮิมฟีซิลาลิล อะลั้ลอะรออิกิมุตตะกิอูน”

(56) พวกเขาและคู่ครองของพวกเขาจะนั่งเอกเขนกพิงกายอยู่กับหมอนหนุนภายใต้ร่มเงา

لَهُمْ فِيهَا فَاكِهَةٌ وَلَهُم مَّا يَدَّعُونَ ﴿٥٧

“ละฮุมฟีฮาฟากิฮะตุน วะละฮุม มายัดดะอูน”

(57) ในนั้นพวกเขามีผลไม้และมีทุกสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง (ต้องการได้มา)

سَلَامٌ قَوْلًا مِّن رَّبٍّ رَّحِيمٍ ﴿٥٨

“ซะลามุนเกาลัมมินร็อบบิ้รเราะฮีม”

(58) “จงได้รับความศานติ” เป็นคำกล่าวที่มาจากพระผู้อภิบาล ผู้ทรงกรุณาเสมอ

 وَامْتَازُوا الْيَوْمَ أَيُّهَا الْمُجْرِمُونَ ﴿٥٩

“วัมตาซุ้ลเยามะอัยยุฮั้ลมุจญ์ริมูน”

(59) (ข้าจะกล่าวว่า) ในวันนี้ โอ้บรรดาคนบาป พวกเจ้าต้องถูกแยกตัวออกไป (จากบรรดาคนดี) ได้แล้ว

 ۞ أَلَمْ أَعْهَدْ إِلَيْكُمْ يَا بَنِي آدَمَ أَن لاَّ تَعْبُدُوا الشَّيْطَانَ ۖ إِنَّهُ لَكُمْ عَدُوٌّ مُّبِينٌ ﴿٦٠

“อะลัมอะอ์ฮัดอิลัยกุม ยาบะนีอาดะมะ อั้ลลาตะอ์บุดุชชัยฏอนะ อินนะฮูละกุมอะดูวุมมุบีน”

(60) ข้ามิได้สัญญา-เป็นการสั่งเสียผ่านศาสนทูต-กับพวกเจ้าหรอกหรือ โอ้ลูกหลานของอาดัมว่า พวกเจ้าจะต้องไม่เคารพบูชาชัยฏอน แท้จริงมันนั้นเป็นศัตรูอันชัดแจ้งของพวกเจ้า

وَأَنِ اعْبُدُونِي ۚ هَـٰذَا صِرَاطٌ مُّسْتَقِيمٌ ﴿٦١

“วะอะเนียะอ์บุดูนี ฮาซาศิรอฏุมมุซตะกีม”

(61) (แต่) ให้พวกเจ้าเคารพภักดีต่อข้า นี่คือแนวทางอันเที่ยงตรง

وَلَقَدْ أَضَلَّ مِنكُمْ جِبِلاًّ كَثِيرًا ۖ أَفَلَمْ تَكُونُوا تَعْقِلُونَ ﴿٦٢

“วะละก็อดอะฎ็อลละมินกุมญิบิ้ลลันกะษีร็อน อะฟะลัมตะกูนูตะอ์กิลูน”

(62) แน่นอนยิ่ง มันได้ทำให้บางคนในหมู่พวกเจ้าอันเป็นกลุ่มคนจำนวนมากได้หลงผิดไป แล้วพวกเจ้าไม่รู้จักใช้ปัญญาไตร่ตรองบ้างหรือ ?

هَـٰذِهِ جَهَنَّمُ الَّتِي كُنتُمْ تُوعَدُونَ ﴿٦٣

“ฮาซิฮีญะฮันนะมุ้ลละตีกุนตุมตูอะดูน”

(63) (ถ้าเช่นนั้น) นี่คือนรกญะฮันนัม ซึ่งพวกเจ้าถูกสัญญาไว้

اصْلَوْهَا الْيَوْمَ بِمَا كُنتُمْ تَكْفُرُونَ ﴿٦٤

“อิศเลาฮั้ลเยามะ บิมากุนตุมตักฟุรูน”

(64) วันนี้ จง (นำตนเอง) เข้าสู่ไฟนรกได้แล้ว อันเนื่องด้วยการที่พวกเจ้าปฏิเสธ (หลักการศาสนา)

الْيَوْمَ نَخْتِمُ عَلَىٰ أَفْوَاهِهِمْ وَتُكَلِّمُنَا أَيْدِيهِمْ وَتَشْهَدُ أَرْجُلُهُم بِمَا كَانُوا يَكْسِبُونَ ﴿٦٥

“อั้ลเยามะนัคติมุอะลาอัฟวาฮิฮิม วะตุกั้ลลิมุนาอัยดีฮิม วะตัชฮะดุอั้รญุลุฮุมบิมากานูยักซิบูน”

(65) วันนี้เราได้ปิดผนึกปากของพวกเขา (โดย) มือของพวกเขาจะบอกเรา และเท้าของพวกเขาก็จะเป็นพยานยืนยันต่อสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายกระทำมา

وَلَوْ نَشَاءُ لَطَمَسْنَا عَلَىٰ أَعْيُنِهِمْ فَاسْتَبَقُوا الصِّرَاطَ فَأَنَّىٰ يُبْصِرُونَ ﴿٦٦

“วะเลานะชาอุ ละฏ่อมัซนาอะลาอะอ์ยุนิฮิม ฟัซตะบะกุศศิรอฏ่อ ฟะอันนายุบศิรูน”

(66) และหากเราประสงค์ เราก็จะกำจัดสายตาของพวกเขา (ทำให้มองไม่เห็น) เมื่อนั้นพวกเขาก็รีบรุดหน้าหาทาง แล้วพวกเขาจะมองเห็นได้อย่างไร ?

وَلَوْ نَشَاءُ لَمَسَخْنَاهُمْ عَلَىٰ مَكَانَتِهِمْ فَمَا اسْتَطَاعُوا مُضِيًّا وَلاَ يَرْجِعُونَ ﴿٦٧

“วะเลานะชาอุ ละมะซัคนาฮุม อะลามะกานะติฮิม ฟะมัซตะฏออูมุฎีเยา วะลายั้รญิอูน”

(67) และหากเราประสงค์เราก็จะสาปพวกเขา (ให้เป็นหิน) บนที่นั่งของพวกเขาเลย (ไม่จำเป็นต้องรอเวลาแต่อย่างใด) เมื่อนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถผ่าน (การลงโทษนี้) ไปได้และไม่อาจคืนกลับมา (สู่สภาพเดิม) ได้

وَمَن نُّعَمِّرْهُ نُنَكِّسْهُ فِي الْخَلْقِ ۖ أَفَلاَ يَعْقِلُونَ ﴿٦٨

“วะมันนุอัมมิ้รฮุนุนักกิซฮุฟิ้ลค็อลกิ อะฟะลายะอ์กิลูน”

(68) และบุคคลที่เราได้ยืดอายุของพวกเขาไปนั้น เราก็จะเปลี่ยนสภาพรูปลักษณ์ (จากแข็งแรงไปสู่อ่อนแอหรือรับรู้ไปสู่เลอะเลือน) ของเขา แล้วไฉนพวกเขาไม่รู้จักใช้ปัญญาไตร่ตรอง

وَمَا عَلَّمْنَاهُ الشِّعْرَ وَمَا يَنبَغِي لَهُ ۚ إِنْ هُوَ إِلاَّ ذِكْرٌ وَقُرْآنٌ مُّبِينٌ ﴿٦٩

“วะมาอั้ลลัมนาฮุชเชียะอ์เราะ  วะมายันบะฆีละฮู อินฮุวะอิ้ลลาซิกรุน วะกุ้รอานุมมุบีน”

(69) เรามิได้สอนบทกวีแก่เขา-ศาสนทูต-และเป็นการไม่เหมาะสมสำหรับเขา (วะฮ์ยู) มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นคำเตือนและอัลกุรอานอันชัดแจ้งเท่านั้น

لِّيُنذِرَ مَن كَانَ حَيًّا وَيَحِقَّ الْقَوْلُ عَلَى الْكَافِرِينَ ﴿٧٠

“ลิยุนซิเราะมันกานะฮัยเยา วะยะฮิกก็อลเกาลุ อะลั้ลกาฟิรีน”

(70) เพื่อที่เขาจะได้ตักเตือนบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่-รับรู้และใช้ปัญญาได้- คำกล่าวนั้นได้พิสูจน์ (สัจธรรม) แก่บรรดาผู้ปฏิเสธ

أَوَلَمْ يَرَوْا أَنَّا خَلَقْنَا لَهُم مِمَّا عَمِلَتْ أَيْدِينَا أَنْعَامًا فَهُمْ لَهَا مَالِكُونَ ﴿٧١

“อะวะลัมยะเราอันนาเคาะลักนาละฮุม มิมมาอะมิลัตอัยดีนาอันอามัน ฟะฮุมละฮามาลิกูน”

(71) พวกเขามิได้พิจารณาหรอกหรือว่า แท้จริงเราได้สร้างปศุสัตว์อันเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากสิ่งที่มือของเราได้กระทำไว้-แสดงถึงอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์- เพื่อพวกเขา เมื่อนั้นพวกเขาก็กลายเป็นเจ้าของมัน

وَذَلَّلْنَاهَا لَهُمْ فَمِنْهَا رَكُوبُهُمْ وَمِنْهَا يَأْكُلُونَ ﴿٧٢

“วะซั้ลลั้ลนาฮาละฮุม ฟะมินฮาร่อกูบุฮุม วะมินฮายะอ์กุลูน”

(72) และเราได้ทำให้มันเชื่องสำหรับพวกเขา บางส่วนของพวกมันเป็นสัตว์พาหนะของพวกเขาและบางส่วนนั้นพวกเขาก็ได้บริโภค (เนื้อของมัน)

وَلَهُمْ فِيهَا مَنَافِعُ وَمَشَارِبُ ۖ أَفَلَا يَشْكُرُونَ ﴿٧٣

“วะละฮุมฟีฮามะนาฟิอุวะมาชาริบุ อะฟะลายัชกุรูน”

(73) ในตัวของพวกมันนั้นก็เป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้-เช่น หนัง ขน-และเป็นสิ่งที่ใช้ดื่ม            -เช่น น้ำนม-สำหรับพวกเขา แล้วไฉนพวกเขาจึงไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

وَاتَّخَذُوا مِن دُونِ اللَّـهِ آلِهَةً لَّعَلَّهُمْ يُنصَرُونَ ﴿٧٤

“วัตตะค่อซูมินดูนิ้ลลาฮิอาลิฮะตัน ละอั้ลละฮุมยุนเศาะรูน”

(74) พวกเขายึดถือเอาพระเจ้าอื่น (เป็นที่พึ่ง) แทนอัลลอฮ์ โดยหวังว่าพวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือ (จากพระเจ้าจอมปลอมเหล่านั้น)

لاَ يَسْتَطِيعُونَ نَصْرَهُمْ وَهُمْ لَهُمْ جُندٌ مُّحْضَرُونَ ﴿٧٥

“ลายัซตะฏีอูนะนัศร่อฮุม วะฮุมละฮุมญุนดุมมุฮ์เฎาะรูน”

(75) (พระเจ้าจอมปลอมเหล่านั้น) ไม่อาจให้ความช่วยเหลือพวกเขาได้ ขณะที่พวกเขา          -ผู้ตั้งภาคี-ก็เป็นกองทหาร (ที่เชื่อปฏิบัติตาม) ของพวกมันที่จะถูกให้ปรากฏตัว (พร้อมกันเพื่อรับโทษทัณฑ์ในวันกิยามะฮ์)

فَلاَ يَحْزُنكَ قَوْلُهُمْ ۘ إِنَّا نَعْلَمُ مَا يُسِرُّونَ وَمَا يُعْلِنُونَ ﴿٧٦

“ฟะลายะฮ์ซุนกะเกาลุฮุม อินนานะอ์ละมุ มายุซิ้รรูนะ วะมายุอ์ลินูน”

(76) ดังนั้น ถ้อยคำของพวกเขา (ในเรื่องการตั้งภาคีนั้น) ต้องไม่ทำให้เจ้าทุกข์ระทม แท้จริงเรารู้สิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้และสิ่งที่พวกเขาเปิดเผย

أَوَلَمْ يَرَ الإِنْسَانُ أَنَّا خَلَقْنَاهُ مِن نُّطْفَةٍ فَإِذَا هُوَ خَصِيمٌ مُّبِينٌ ﴿٧٧

“อะวะลัมยะร็อลอินซานุ อันนาเคาะลักนาฮุมินนุฏฟะติน ฟะอิซาฮุวะเคาะศีมุมมุบีน”

(77) มนุษย์ไม่รู้เลยหรือว่า เราได้สร้างเขามาจากน้ำกาม แล้วเขากลับเป็นปรปักษ์อย่างชัดแจ้ง

وَضَرَبَ لَنَا مَثَلاً وَنَسِيَ خَلْقَهُ ۖ قَالَ مَن يُحْيِي الْعِظَامَ وَهِيَ رَمِيمٌ ﴿٧٨

“วะเฏาะเราะบะละนามาษะเลา วะนะซิยะค็อลเกาะฮ์ กอล่ะมัยยุฮ์ยิ้ลอิซอมะวะฮิยะเราะมีม”

(78) เขายกกรณีตัวอย่างแก่เรา ขณะที่เขาลืมการ (ถูก) สร้างของตัวเขาเอง เขากล่าว (ยกตัวอย่างนั้น) ว่า “ใครเล่าที่จะทำให้กระดูกที่มันกลายเป็นผุยผงไปแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่”

قُلْ يُحْيِيهَا الَّذِي أَنشَأَهَا أَوَّلَ مَرَّةٍ ۖ وَهُوَ بِكُلِّ خَلْقٍ عَلِيمٌ ﴿٧٩

“กุ้ลยุฮ์ยีฮั้ลละซีอันชะอาเอาวะละมั้รเราะฮ์ วะฮุวะบิกุ้ลลิค็อลกินอะลีม”

(79) จงกล่าว (ตอบ) ไปว่า “ผู้ที่ทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาใหม่นั้นก็คือ พระองค์ผู้ซึ่งบังเกิดมันมาในตอนแรก พระองค์ทรงรอบรู้ครอบคลุมสิ่งถูกสร้างทุกชนิด”

الَّذِي جَعَلَ لَكُم مِنَ الشَّجَرِ الْأَخْضَرِ نَارًا فَإِذَا أَنتُم مِّنْهُ تُوقِدُونَ ﴿٨٠

“อั้ลละซีญะอะละละกุมมินัชชะญะริ้ลอัคเฎาะรินาร็อน ฟะอิซาอันตุมมินฮุตูกิดูน”

(80) พระองค์ผู้ซึ่งบันดาลให้ต้นไม้สีเขียวกลายเป็นประกายไฟสำหรับพวกเจ้า เมื่อนั้นพวกเจ้าก็จุดไฟจากมัน-มีต้นไม้อยู่สองชนิดคือ ชื่อมัรค์และอะฟาร ขณะที่ยังสดอยู่นั้น เมื่อนำมาบดผสมกันแล้วจะเกิดประกายไฟ-

أَوَلَيْسَ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ بِقَادِرٍ عَلَىٰ أَن يَخْلُقَ مِثْلَهُم ۚ بَلَىٰ وَهُوَ الْخَلاَّقُ الْعَلِيمُ ﴿٨١

“อะวะลัยซั้ลละซี เคาะละก็อซซะมาวาติวั้ลอั้รเฎาะบิกอดิริน อะลาอัยยัคลุเกาะมิษละฮุม บะลา วะฮุวั้ลค็อลลากุ้ลอะลีม”

(81) พระองค์ผู้ซึ่งทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและผืนแผ่นดินจะไร้ซึ่งเดชานุภาพที่จะสร้าง(มนุษย์) เช่นพวกเขา หรอกหรือ ? ไม่หรอก (พระองค์ทรงเดชานุภาพนั้น) พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างที่รอบรู้ยิ่ง

إِنَّمَا أَمْرُهُ إِذَا أَرَادَ شَيْئًا أَن يَقُولَ لَهُ كُن فَيَكُونُ ﴿٨٢

“อินนะมาอัมรุฮูอิซาอะรอดะชัยอัน อัยยะกูละละฮู กุนฟะยะกูน”

(82) อันที่จริง กิจการงาน (การสร้าง) ของพระองค์ก็คือ เมื่อพระองค์ทรงปรารถนา (ที่จะสร้าง) สิ่งใด พระองค์ก็จะกล่าวกับมันว่า กุน (หมายถึง“จงเป็น”) แล้วมันก็จะ“เป็น”ขึ้นมา

فَسُبْحَانَ الَّذِي بِيَدِهِ مَلَكُوتُ كُلِّ شَيْءٍ وَإِلَيْهِ تُرْجَعُونَ ﴿٨٣

“ฟะซุบฮานั้ลละซีบิยะดิฮีมะละกูตุกุ้ลลิชัยอิน วะอิลั้ยฮิตุ้รญะอูน”

(83) ฉะนั้น มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของพระองค์ ผู้ซึ่งอำนาจการครอบครองทุกสรรพสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และพวกเจ้าก็ต้องคืนกลับไปยังพระองค์

 

صَدَقَ اللَّهُ الْعَلِيُّ الْعَظِيْمُ

อัลลอฮ์

ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ผู้ทรงเกรียงไกร ตรัสจริงเสมอ

To Repair The Mosque.

Mosque of the last 50 years. Roof and ceiling damage. We want to repair them. And require a lot of money. If you wish to help. You can contact us at the address.

Krung Thai Bank PCL.
Silom Branch
Regular Saving; Acc. No.022-1-45336-9

Contact Us